เมื่อจอหนังดับที่ Esplanade

posted on 14 Jan 2012 20:20 by pigwidgeon  in Diary
สวัสดีครับ วันนี้เป็นวันเด็กแห่งชาติ เป็นโอกาสดีที่เด็กๆ (และผู้ที่โตกันแล้วแต่อยากกลับไปเป็นเด็ก) จะได้สนุกสนานกัน
 
 
วันนี้ เจ้าของบล็อกได้ไปดูหนังเรื่อง การผจญภัยของตินติน (The Adventure of Tin Tin) ที่เอสพลานาด งามวงศ์วาน-แคราย มาหมาดๆ เป็นผลงานร่วมสร้างระหว่าง Paramount กับ Columbia โดย Steven Spielberg และ Peter Jackson ที่ใช้เทคนิคบังคับการเคลื่อนไหวของตัวการ์ตูนโดยมนุษย์ แบบเดียวกับ Avatar
 
 
 
 
และผู้ประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์ก็ไม่ใช่ใครอื่น เขาคือ John Williams ผู้สะกดคนทั้งโลกด้วยบทเพลงใน แฮร์รี่ พอตเตอร์ 3 ภาคแรกนั่นเอง!!!
 
 
 
ตอนแรกนั้น จขบ. ไม่ได้ตั้งใจจะดูหนังเรื่องนี้หรอก แต่สุดท้ายก็ยอมดูเพราะคุณพ่ออยากดู อยากรู้จักตินตินมากขึ้น กว่าจะหาโรงหนังได้ต้องโทรศัพท์ไปถามเป็นโรงๆ นั่นละ เพราะเน็ตดันมาเสีย ปรากฏว่าที่เอสพลานาด งามวงศ์วาน-แครายมี แต่เหลือแค่พากย์ไทยปกติเท่านั้น สอบถามต่อไปก็พบว่า จริงๆ ออกจากโรงไปนานแล้ว แต่มาฉายอีกเพื่อเอาใจเด็กๆ เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ
 
จขบ. ก็แปลกใจมาก ที่หนังของ Spielberg เรื่องนี้เป็นที่นิยมน้อยมาก แค่สองอาทิตย์ก็ออกแล้ว ไม่เหมือน Real Steel ที่สปีลเบิร์กอำนวยการสร้างอีกเหมือนกัน เข้าฉายวันเดียวกัน แต่ยังอยู่ในโรง
 
ก็ไม่รู้หรอกนะว่าที่อื่นยังมีอีกไหม พารากอน (ไกลเกิ๊นนนน!) เอสพลานาดใหญ่ (พอไหว) แต่ขี้เกียจโทร. แล้ว เลยตกลงว่าจะไปเอสพลานาดแคราย พากย์ไทยก็พากย์ไทย ปกติก็ปกติ เสียดายมาก ตนเองน่าจะดู Tin Tin สามมิติก่อน แล้วค่อยดู Real Steel
 
พอไปถึง ก็ใช้บัตร M-Gen ซื้อตั๋วในราคาถูกกว่าหน่อย ได้สิทธิซื้อชุดสังฆทาน เอ๊ย! ของขบเคี้ยวคู่ใจนักดูหนังอย่างป๊อปคอร์นกับน้ำอัดลม จขบ. ก็ซื้อชุดฮัลโลวีน เมื่อถึงเวลาฉายก็นั่งประจำที่เรียบร้อย
 
 
 
หลังจากดูหนังไปเกือบครึ่งเรื่องแล้ว จขบ. ก็เพิ่งรู้ว่าตนเองคิดผิดมาตลอดกับหนังเรื่องนี้ เพราะมันดีมากมาก!!! เรื่องราวเข้มข้นมาก มุขตลกหยอดได้ตลอด จากที่คิดว่า "ก็แค่ตามหาเรือลำนึงละว้า" กลับกลายเป็น "สนุกโคตรๆ" ประกอบกับเทคนิคดีๆ ของหนังเรื่องนี้ และเพลงประกอบที่ตื่นเต้นตรึงใจ ด้วยจังหวะและสไตล์คล้ายๆ กับเพลง Knight's Bus กับฉากรถเมล์อัศวินราตรีในนักโทษแห่งอัซคาบัน ตลอดทั้งเรื่อง ชวนให้นึกถึงแฮร์รี่ พอตเตอร์อีกรอบ และแล้วก็อยากโทษตัวเองที่ไม่ดูเรื่องนี้ในระบบ 3D ตั้งแต่แรก โฮๆๆ
 
 
แต่ จขบ. ไม่ได้เขียนเอ็นทรี่นี้เพื่อชื่นชมภาพยนตร์
 
เหตุผลที่เขียน มันเกิดขึ้นก่อนหนังจบแค่นิด...เดียว!
 
 
 
 
เค้าลางเริ่มบังเกิด เมื่อหนังเหลืออีกประมาณ 30 นาทีก็จะจบแล้ว (ถ้าใครได้ดูมาแล้วก็ประมาณตอนที่ตินตินอยู่ในแอฟริกา) จขบ. เริ่มรู้สึกว่าหน้าจอมันมืดลงๆ เหมือนจอเน็ตบุ๊กที่ จขบ. ตั้งไว้ไม่ให้ปล่อยแสงเข้าตามากเกิน ตอนแรกก็คิดว่าตาคงล้าหรือเสื่อม ก็กลัวมาก
 
แต่ผ่านไปสักพักก็มีเสียงคนบ่นเหมือนกัน (ไม่นับครอบครัวหนึ่งซึ่งปล่อยให้ลูกเล่นของเล่นมีแสงในโรงหนัง!) หน้าจอมืดมาก แบบว่ามองไม่เห็นการเคลื่อนไหวของตัวการ์ตูนเลย ต่างจากที่ดูมาต้นๆ สว่างมาก
 
 
 
และแล้ว พอหนังใกล้จะถึงจุดแตกหัก ก็ พรึ่บ!!!
 
...หน้าจอดับไปเลย
 
 
 
 
ทันทีที่หน้าจอดับลง โรงหนังก็เปิดเพลงเบาๆ แบบที่เปิดก่อนฉายหนังตัวอย่าง พร้อมกับมีเสียงบ่นพึมพำจากบรรดาผู้ชมที่รู้สึกเอะใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บางคนก็บอกว่าจบแล้ว บางคนก็หยอดมุขที่ไม่ตลกเอาเสียเลย
 
สักพัก พนักงานก็เข้ามาบอกให้ทุกคนนั่งประจำที่ก่อน พอออกไปแล้ว บางคนก็อยู่กับที่ บางคนก็ไปเข้าห้องน้ำเพราะทนไม่ไหว (จขบ. ก็เป็นคนประเภทหลังนี่แหละ)
 
 
พอกลับจากห้องน้ำแล้ว พนักงานก็กลับมาแล้วบอกว่า "ลูกค้าคะ คือหลอดไฟที่อยู่ในเครื่องฉายมันเสียน่ะค่ะ ลูกค้ากรุณานั่งประจำที่สักครู่นะคะ"
 
พอลูกค้า เอ๊ย! พนักงานกลับไป จขบ. ก็รู้สึกหงุดหงิดมาก แต่ก็พอมีความหวังว่า พนง. หรือช่างจะมาเปลี่ยนหลอดไฟให้ใหม่
 
แต่ว่าความหวังต้องพังทลาย เพราะหลังจากนั้นอีก 5 นาที พนักงานคนเดิมก็กลับมาบอกว่า
 
"ลูกค้าคะ ทางโรงหนังต้องขออภัยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยค่ทางโรงหนังขอรับผิดชอบโดยการให้ตั๋วฟรี ลูกค้าท่านใดอยากจะดูหนังในวันนี้ ให้แจ้งที่เคาน์เตอร์ได้ หรือถ้าอยากดูวันอื่นก็ทำได้เช่นกัน (มีอายุการใช้งาน 3 เดือน)" ทำนองนี้
 
 
แล้ว จนท. ก็บอกว่า หนังเหลืออีกไม่กี่นาทีก็จะจบแล้วด้วย
 
 
อ่าวววว.... Undecided
 
 
 
 
ในวันนี้ จขบ. เป็นบุคคลหนึ่งในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ โรงภาพยนตร์ที่ 4 เอสพลานาด ซินีเพล็กซ์ งามวงศ์วาน-แคราย รอบ 15.05 น. เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดในชีวิตของตัวเอง...
 
 
ดูหนังไม่จบ...เพราะจอดับ...ในขณะที่หนังใกล้จะจบแล้วเนี่ยนะ!
 
 
หลังจากออกจากโรงหนัง ระบบประสาทส่วนกลางของ จขบ. ก็ประมวลผลในทันที ถึงข้อบกพร่องของโรงหนัง ตลอดจนการบริหารจัดการ และวงการภาพยนตร์ไทย
 
 
ข้อแรก ทำไมหนังยังต้องฉายเป็นระบบฟิล์มอยู่ ในเมื่อปัจจุบันเราก็มีเครื่องฉายหนังระบบดิจิตอล ตามโรงเรียน ที่ทำงาน สำนักงาน บริษัทต่างๆ ก็มีโปรเจกเตอร์ใช้กัน
 
ทำไม ทำไมจะต้องเสียเวลามาเปลี่ยนตัวหนังที่ถ่ายทำแบบดิจิตอล (อนุโลมให้บางเรื่องที่ใช้ฟิล์มอยู่) ให้เป็นภาพทีละภาพๆ ลงแผ่นฟิล์มด้วย ทั้งๆ ทีสามารถผลิตแผ่นซีดีป้องกันการก็อปต่อแล้วแจกจ่ายให้โรงต่างๆ ใส่เครื่องคอมพิวเตอร์ฉายเอา
 
ทำไม ทำไมหนังสมัยนี้มันไม่ฉายระบบดิจิตอลไปเลยละ มาเสียเวลาเปลี่ยนเป็นฟิล์มอยู่ทำไม คุณไม่ใช่พิพิธภัณฑ์หนังเก่านะ จะได้อนุรักษ์หนังฟิล์มเอาไว้แล้วมาฉายให้คนที่สนใจดูในโอกาสต่างๆ
 
หรือว่า พวกคุณต้องการเก็งกำไรกับการฉายหนังเยอะๆ หนังเรื่องไหนดี ใครมีตังค์หน่อยก็ดูแบบดิจิตอลไป ส่วนคนที่ไม่มีกะตังค์ หรือหนังมันเป็นหนังไทย หรือหนังฝรั่งธรรมดาๆ ก็อัดใส่ม้วนฟิล์มมาฉาย ทำไมต้องสร้างช่องโหว่ให้กับคนในประเทศ ทำไมยังต้องให้พวกเราดูหนังที่มีรอยด่างๆ ดวงๆ บนจออีก ดูไปดูมา บางช่วงเสียงขาดเสียงหาย ภาพหาย ภาพกระพริบอีกด้วย
 
(คาดว่าต่างประเทศ แม้แต่อเมริกาก็น่าจะยังฉายฟิล์มอยู่ หรือเปล่า ใครรู้ช่วยบอกที)
 
 
 
ข้อสอง ทำไมไม่มีหลอดไฟสำรองล่ะ คุณพ่อบอกว่า สมัยก่อนโรงหนังจะมีหลอดไฟสำรองเอาไว้ ถ้าเกิดหลอดขาดก็สามารถเปลี่ยนได้ (จะจริงรึเปล่าก็ไม่รู้นะ) แต่ถ้าไม่ใช่ คุณก็น่าจะมีสำรองไว้บ้าง มีช่างไม่ใช่เหรอ หรือถ้าเปลี่ยนหลอดครั้งนึงมันยากนักละก็ไม่ก็มีเครื่องฉายสำรองไว้เลย
 
และทำไม ทำไมปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้น ทุกครั้งก่อนหนังฉาย หรือตอนเช้า น่าจะเช็กอุปกรณ์ซะหน่อย ว่าหลอดไฟพร้อมมั้ย มีอะไรขาดรึเปล่า (ก็รู้นะว่าเดินดูทีละโรงมันเหนื่อย เพราะงั้นน่าจะเตรียมพร้อมอย่างข้างบนดีกว่า)
 
 
 
 
ข้อสาม ทำไมไม่ฉายหนังให้จบ! อีกสี่นาทีหนังก็จบขึ้นเครดิตแล้ว หนังมันมืดนิดมืดหน่อยแต่ความสนุกมันยังไม่ได้หายไปนะ จะฉายให้มันจบๆ แล้วค่อยมาขอโทษยังให้อภัย แบบนี้ก็หมดกันน่ะสิ 120 ที่เสียไป แล้วหัวใจคนอื่นละ คนที่เขาตั้งใจมาดูว่าหนังจะจบยังไง รู้งี้โทร. ไปที่อื่นดีกว่า คงไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลังที่เลือกเอสพลานาด 2
 
 
 
เอ้อ...ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ไม่น่าอภิรมย์ของชีวิต เนื่องในวันเด็กแห่งชาติละกันนะ
 
คำถามที่ถามไป จขบ. ไม่คาดหวังว่าจะได้คำตอบหรอก แค่บ่นตามประสาผู้ละโทสะไม่ได้
 
วันนี้ก็ขอลาไปก่อน พบกันใหม่โอกาสหน้าครับ