เก็บตกงานวิทย์: 1 วัน 1 ฝัน ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์ฯ
posted on 05 Oct 2009 18:18 by pigwidgeon in GhostSchool
ขอต้อนรับเพื่อนๆ ทุกคนเข้าสู่เดือนตุลาคมนะครับ ปีนี้ผ่านไปเร็วจริงจริ๊ง อีกไม่กี่เดือนก็ขึ้นปีใหม่แล้ว ทำไมเวลาเดินเร็วจัง จะไปแข่งวิ่งมาราธอนรึไง
ตอนนี้บล็อกของพิกได้เข้าสู๋การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกครั้ง พิกเพิ่งสมัครเมล์ใหม่ จึงได้เปิดใช้ทวิตเตอร์ ShoutMix 99polls ImageShack เพื่อความสะดวกในการติดต่อกับเพื่อนๆ
ก่อนอื่นต้องขอต้อนรับคุณ Michaelangelo ผู้ติดตามคนใหม่ด้วยนะครับ ยินดีๆ และก็ขอบคุณพี่วิก พี่กีวี่ และ Michaelangelo สำหรับข้อคอมเม้นต์ในเอ็นทรี่เรื่องสะพานมิลเลนเนียม อ่านแล้วสร้างกำลังใจให้กับพิกมากเลยครับ ขอบคุณอย่างยิ่ง พิกจะนำข้อติชมไปพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไป
วันนี้ ถึงคิวงานวิทยาศาสตร์ที่ทุกคนรอคอย! (หรือเปล่า
)
ขออภัยยิ่งที่เลื่อนมาเขียนช้าแบบนี้ เนื่องจากเดือนสิงหาฯ พิกต้องปั่นรีวิวหนังอะจ้ะ
เลยไม่ได้เขียนเรื่องงานวิทย์ที่ตนเองชอบ จะเขียนไม่เยอะหรอก มีรูปประกอบสวยๆ ด้วยนะ พิกถ่ายเองกับมือเลยล่ะ ยังไงก็ขอกำลังใจและช่วยอ่านให้จบทุกคำทุกประโยคด้วยนะ ^^
นี่แน่ะ! เอ็นทรี่นี้มีรูป 18 รูป ตรงกับวันที่ 18 สิงหาคม วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติพอดิบพอดี!!
~*# National Science and Technology Fair 2009 #*~
วิทยาศาสตร์ เป็นหนึ่งศาสตร์ที่มีมานานแล้วนับตั้งแต่ประวัติศาสตร์ของมนุษย์เริ่มขึ้น ตั้งแต่การเพาะปลูก การคำนวณ การหล่อโลหะทำเครื่องมือเอง จนถึงการปฎิวัติอุตสาหกรรม และเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
ประเทศไทยสนับสนุนการศึกษาวิทยาศาสตร์เป็นวงกว้าง จะเห็นว่าเรามีกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ที่ตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะ มีโครงการสอบ สสวท. สอวน. มีรายการส่งเสริมความรู้ และจัดมหกรรมวิทยาศาสตร์ขึ้นปีละครั้ง หรือนานๆ ครั้ง ครั้งใหญ่สุดเกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีมาแล้ว ที่ศูนย์การประชุมไบเทค บางนา
สำหรับปีนี้ ปี 2552 เป็นปีที่มีความสำคัญต่อวงการวิทยาศาสตร์มาก เพราะเป็นปีครบรอบปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาลถึง 3 เหตุการณ์ด้วยกัน คือ...
-
ครบรอบ 400 ปี ที่กาลิเลโอ ประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ชนิดหักเหแสงขึ้นเป็นตัวแรกของโลก ในปี ค.ศ. 1609 (พ.ศ. 2152 รัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ)
-
ครบรอบ 400 ปี การตีพิมพ์หนังสือ Astronomia nova ของโจฮันเนส เคปเลอร์ ที่อธิบายการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ในวงโคจรและความสัมพันธ์ต่างๆ เกิดเป็นกฏ 3 ข้อของเคปเลอร์
-
ครบรอบ 40 ปี การปล่อยยานอะพอลโล 11 และก้าวแรกของมนุษยชาติบนดวงจันทร์ ดาวบริวารของโลกเรา ในปี ค.ศ. 1969 (พ.ศ. 2502)
ทั้งสองเหตุการณ์นี้ มีความสำคัญต่อมนุษยชาติเหลือคณานับ กล้องโทรทรรศน์ของกาลิเลโอทำให้เกิดการค้นพบทางดาราศาสตร์ คือ ค้นพบว่าดาวพุธและดาวศุกร์โคจรรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่า โลกมิได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล แต่เป็นดวงอาทิตย์ต่างหาก! และถ้าหากกาลิเลโอไม่ได้ประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ขึ้น ปัจจุบันเราคงไม่มีกล้องโทรทรรศน์ ที่นำเราไปสู่การบุกเบิกอวกาศอย่างแน่นอน
การค้นพบกฏเล็กๆ น้อยๆ 3 ข้อของเคปเลอร์ นำไปสู่ศาสตร์แห่งการคำนวณพื้นที่ใต้เส้นโค้งอันเลื่องชื่อ "แคลคูลัส" อันเป็นศาสตร์ที่ทำให้นักดาราศาสตร์สามารถคำนวณวิถีวงโคจรของดาวเคราะห์ ดาวหาง เทหวัตถุต่างๆ แม้แต่วิถีโคจรของยานอวกาศ และยังสามารถพยากรณ์ตำแหน่งในอดีตและอนาคตอีกด้วย! ทำให้วิทยาการของมนุษย์ก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง
ส่วนความสำเร็จของนักบินอวกาศยานอะพอลโล 11 เป็นภารกิจที่แสดงถึงความสามารถของมนุษย์ ทำให้เกิดความตื่นตัวต่อการสำรวจดาราศาสตร์ไปทุกมุมโลก นักดาราศาสตร์ วิศวกรอวกาศ และนักบินอวกาศรุ่นใหม่ๆ ก็ถือกำเนิดขึ้น และจุดประกายการบุกเบิกอวกาศของมนุษย์จนก้าวหน้ารุ่งเรืองมาจนถึงปัจจุบัน
และเนื่องจากปีนี้เป็นปีที่ครบรอบเหตุการณ์ครั้งยิ่งใหญ่เหล่านั้น องค์การยูเนสโกจึงสนับสนุนให้สหภาพดาราศาสตร์สากล (IAU) ประกาศให้ปีนี้เป็น "ปีดาราศาสตร์สากล (International Year of Astronomy)"
ด้วยประกาศครั้งนี้ รัฐบาลไทยจึงทุ่มทุนจัดงานวิทยาศาสตร์ขึ้นมาอีกครั้ง มีหน่วยงานมากมายมาให้ความรู้ใหม่ๆ มีการออกร้าน จัดการแสดงทางวิทยาศาสตร์ในทุกรูปแบบ ตั้งแต่ละครที่ใช้คนแสดงไปจนถึงภาพยนตร์ 3 มิติหรือมากกว่านั้น... ครั้งนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่จริงๆ
++ Science International Year Of Astronomy 2009 ++
พิกไปมาเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม เป็นวันอาทิตย์ ก่อนวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติเพียง 2 วัน ตื่นเต้นมากๆ ไม่ได้ไปงานมหกรรมวิทยาศาสตร์มา 3 ปีแล้ว ครั้งก่อนนั้นพิกไปเมื่อปี 2549 ตอนนั้นเพิ่งอยู่ ป.6 เอง แล้วก็ไปมา 2 ครั้ง ครั้งหนึงไปเป็นครอบครัว ครั้งที่สองไป (อย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก) ในนามของโรงเรียน
หลังจากกินก๋วยเตี๋ยวในร้านที่ไม่ไกลนัก (อร่อยมาก หากให้เพื่อนๆ ลองหาเอง อร่อยจริงๆ) เราก็มาถึงอิมแพ็ค จอดรดใต้อาคารชาเลนเจอร์ ปีนี้มาตรการรักษาความปลอดภัยเปลี่ยนแปลงไปเยอะเลย ไม่ได้มาปีกว่าแล้ว เปลี่ยนไปเยอะโข
ภายในอาคารชาเลนเจอร์
ที่อาคารชาเลนเจอร์ ก็มีงานที่จัดชนมหกรรมวิทยาศาสตร์เหมือนกัน เป็นงานแสดงสินค้า OTOP และสินค้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งพิกจะได้มาชมหลังจากชมงานวิทย์เสร็จ
เรือนกระจกสวยๆ ของร้านกาแฟดอยตุง
ไม่นานนัก เราก็เข้าสู่มหกรรมวิทยาศาสตร์ ซึ่งครอบคลุมอาณาเขตเกือบทุกฮอลล์ ประกอบไปด้วยโซนต่างๆ มากมาย บูธออกร้าน นิทรรศการ และความตื่นเต้น!
เศษเสี้ยวหนึ่งของความยิ่งใหญ่แห่งมหกรรมวิทยาศาสตร์
โซนแรกที่เราเข้ามา เป็นเรืองของการประดิษฐ์ ชิ้นไหนน่าสนใจก็เข้าไปดู
เครื่องดนตรีไทย ที่ใช้อิเล็กทรอนิกส์เลยเครื่องแรกของโลก
นอกจากเจ้านี่แล้ว ยังมีหนังตะลุงที่เล่นเองได้ และลำโพงหมู่ที่ประดิษฐ์จากแก้วน้ำพลาสติก แต่ลืมโหลดรูปเข้าคอมพ์ เลยไม่ได้เอามาให้ดู
จากนั้นพิกก็เดินผ่านนิทรรศการชีววิทยา นิทรรศการเกี่ยวกับแผ่นดินไหว นิติวิทยาศาสตร์ และพลังงาน ที่นิทรรศการเกี่ยวกับพลังงาน (หรือแผ่นดินไหวก็จำไม่ได้ ไม่ได้สนใจเรื่องนี้) เปิดภาพยนตร์หรืออะไรทำนองนั้นให้เข้าชมด้วย แต่มีคนต่อแถวบาน เลยอดดู ฮือๆๆ
ด้านหน้านิทรรศการเกี่ยวกัยพลังงาน
และในที่สุด พิกก็มาถึงส่วนที่น่าสนใจที่สุด เป็นทั้งศูนย์กลางและจุดประสงค์หลักของการจัดงานครั้งนี้ ส่วนที่พิกสนใจศึกษาเต็มที่ นั่นก็คือ...
ดาราศาสตร์!!
โซนนี้กินพื้นที่เกือบครึ่งฮอลล์ ถือว่าใหญ่มาก ปีนี้จัดใหญ่เป็นพิเศษ เนื่องในปีดาราศาสตร์สากล เขามีภาพยนตร์ 3 มิติด้วยล่ะ เห็นเราสนุกทีเดียว แต่ก็เหมือนอันที่ผ่านมา คนเยอะ! ถ้าวันนั้นพิกมีเวลามากกว่านี้คงตีตั๋วเข้าไปดูแล้ว เลยเก็บภาพแห่งความทรงจำมานิดนึง
นิทรรศการเปิดโล่ง ให้ความรู้ทางดาราศาสตร์ด้านต่างๆ
พิกชอบแบบจำลองระบบสุริยะมากเลย เขาทำกันได้ยังไงนะถึงออกมาสวยขนาดนี้ พิกยังไม่เคยทำมาก่อน เคยเห็นแต่แบบจำลองที่สร้างจากลูกโป่ง แต่รับรองไม่ได้ทำจากกระดาษหนังสือพิมพ์แน่ๆ
แบบจำลองระบบสุริยะขนาดย่อม งามงดสบายตา
ทางเข้านิทรรศการ "นักดาราศาสตร์ผู้เปลี่ยนแปลงโลก"
นิทรรศการภายนอกนั้น คงจะไม่สำคัญเท่านิทรรศการภายใน ซึ่งมีชื่อเล่นว่า "หอเกียรติยศ" แห่งนี้ จัดแสดงชีวประวัติของนักดาราศาสตร์ยุคบุกเบิก ยุคกลางและยุคใหม่ไว้หลายท่าน รวมทั้งผลงานสำคัญ แบบจำลองผลงานนั้นๆ และคุณประโยชน์ที่ท่านเหล่านั้นทำให้กับวงการดาราศาสตร์ บนผนังแต่ละด้าน ท่ามกลางบรรยากาศของสีเหลือง สีแห่งการสำรวจ
บุคคลที่เพื่อนๆ คงรู้จักกันดี เช่น กาลิเลโอ โคเปอร์นิคัส นิวตัน ไทโค บราห์ เอ็ดมันด์ ฮัลเลย์ และแม้แต่เอ็ดวิน ฮับเบิล แต่คงมีน้อยคนที่รู้จัก "สุบรามายัน จันทรสิกขาร์" นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ชาวภารตะอินเดีย ผู้คำนวณมวลมากที่สุดที่เป็นไปได้ของดาวแคระขาว (~1.44 มวลสุริยะ) ผู้บุกเบิกโลกหลังความตายของดวงดาว ชื่อของเขาถูกตั้งเป็นชื่อของกล้องโทรทรรศน์อวกาศย่านรังสีเอ็กซ์ ศึกษาดวงดาวอยู่นอกโลกเรา
บรรยากาศภายในหอเกียรติยศ
ก่อนจากส่วนของดาราศาสตร์ พิกเชื่อว่าหลายคนที่ไปคงมีโอกาสได้เขียนจดหมายถึงดวงดาว ชื่อที่คนโตๆ แล้วคงหัวร่อ แต่ก็สามารถหลอกเด็กแดงหลายคนได้อยู่ดี เพียงแค่ลงทะเบียน เขียนจดหมายลงไปรษณียบัตร แล้วหย่อนลงตู้ไปรษณีย์สีน้ำเงินสูงๆ หากคำถามของใครดี จะได้ของรางวัลส่งไปถึงบ้าน
ส่วนที่ยากที่สุดของกิจกรรมนี้ (หลายคนคงเดาได้) ก็คือการตั้งคำถาม! ช่วงเวลานั้นในหัวจะเต็มไปด้วยเครื่องหมาย Question Mark "จะเขียนอะไรดีว้า.." ตูคิด สงสัยคงอยากได้ของรางวัลน่าดู เจ้าของบล็อกก็คิดอยู่นาน ในที่สุดก็ได้คำถาม พิกถามไปประมาณว่า "จุดหมายของการศึกษาดาราศาสตร์คืออะไร" คิดว่าคงเป็นคำถามที่สุดยอดแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่มีของรางวัลส่งมาเลย หมายความว่า คำถามเราห่วยไปเร้อะ
ไปดูส่วนอื่นๆ ของงานกันต่อเถอะ!
นี่เขากำลังสาธิตการปล่อยควันให้เป็นรูปวงแหวน น่าทึ่งมากเลยอ่ะ อุปกรณ์อะไรไม่รู้คล้ายถังใส่น้ำ สามารถสร้างวงแหวนควันได้ ตรงนี้คนเยอะพอสมควร ถ่ายรูปไปเยอะมาก แต่ก็โดนพวก...เอามือเอาขาบังจนเสียหมด พิกเอารูปมุมกว้างมาให้ดู เลยเห็นควันไม่ชัด (รู้สึกว่าจะถ่ายรูปชัดๆ เอาไว้แต่คงลบไปแล้ว
)
ผ่านเลยนะ ไปดูโครงกระดูกกันเถอะ!
จากนี้เป็นส่วนจัดแสดงโครงกระดูกจำลองของไดโนเสาร์และสัตว์ดึกดำบรรพ์ชนิดต่างๆ ที่ค้นพบในประเทศไทย บางชนิดถือเป็นชนิดใหม่ของโลกและตั้งชื่อโดยคนไทยด้วย เช่น ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน่ สยามโมไทรันนัส อิสานเอนซิส เป็นต้น เป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของชาวไทยโดยแท้
มาถึงส่วนของนวัตกรรมหุ่นยนต์กันบ้าง เชิญพบกับ...
Oh my Cockpit! เพิ่งจะได้เห็นหุ่นยนต์ยักษ์ตัวเป็นๆ ก็วันนี้ล่ะครับ หุ่นยนต์จากทรานส์ฟอร์เมอร์สแท้ๆ เลยครับ เจเนอรัล มอเตอร์ส ประเทศไทยนำเข้าจากอเมริกามาให้เราๆ ท่านๆ ได้เห็นกัน
หุ่นยนต์ตัวนี้แปรสภาพมาจาก รถเชฟโรเลต ออปตรา ครับ เป็นโชคดีของคนไทยจริงๆ
หุ่นยนต์กับรถต้นแบบ น่าขับที่สุดเลย
เวทีใหญ่ของงาน คราคร่ำไปด้วยฝูงชน
เหลือเวลาไม่ถึง 15 นาทีแล้ว จะพาไปดูส่วนของวิทยาศาสตร์ในภูมิปัญญาไทย วิทยาศาสตร์กับสถาปัตยกรรมไทย และที่ขาดไม่ได้ก็คือ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ!
ทางเข้านิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เกี่ยวกับพระอัจฉริยภาพด้านเทคโนโลยี
รูปลักษณ์ของอาคารในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนกลาง
จำได้ว่าเมื่อผ่าน "อาคาร" นี้เข้าไปแล้ว มีเครื่องนับเวลาโบราณภูมิปัญญาสยาม บ่อน้ำขนาดใหญ่มีกะลามะพร้าวเจาะรูผูกเชือกลอยอยู่เหนือน้ำ กะลาจมลึกเท่าไรเวลาก็ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง เห็นแล้วพูดได้อย่างเดียว น่าทึ่งมาก! ไม่เคยรู้มาก่อน ถ้าไม่ผ่านมาชีวิตนี้คงไม่รู้ แต่เขาเรียกว่าอะไรจำไม่ได้แล้วล่ะ
นอกนั้นก็มีอีกเยอะ สิ่งประดิษฐ๋ที่สร้างจากภูมิปัญญาไทย
และก่อนออกจากงาน พิกผ่าน...
ส่วนนี้สวยมาก และก็มีความหมายลึกซึ้งด้วย ด้านบนเป็นลูกบาศก์มีน้ำไหลลงมา สู่หมู่บ้านด้านล่างที่มีกังหันน้ำและโรงผลิตไฟฟ้า ซึ่งลูกบาศก์ที่ฉายภาพเป็นท้องฟ้า เป็นตัวแทนของในหลวง และพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงนำวิทยาศาสตร์มาสู่ประเทศไทย ผ่านโครงการในพระราชดำริต่างๆ พัฒนาประเทศไทย คือหมู่บ้านเบื้องล่าง ได้ร่มเย็นเป็นสุข คือสายน้ำเย็นฉ่ำที่ไหลลงมา...
ออกจากงานแล้ว พิกก็ไปดูมหกรรมสินค้าต่อ พิกชอบสินค้าโอทอปมาก มีกระเป๋าสตางค์ด้วย
สินค้า ASEAN พิกสนใจมาก ได้ดูของแปลกๆ ภูมิปัญญาเพื่อนบ้านเรา ของลาวนี่ก็เตะตาดี มีจี้ กำไล และสร้อยคอที่ทำจากหินประหลาด เขาและกระดูกสัตว์ แถมมีกะโหลกสัตว์ กับเขาสัตว์ด้วย เหมาะกับนักสะสม
คนขายชาวลาวสามารถติดต่อได้โดยไม่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ เพราะภาษาเราคล้ายกันมากที่สุด ส่วนประเทศอื่นใช้ภาษาอังกฤษคุย มีครั้งหนึ่งพูดกับแม่ค้าชาวอินโดนีเซีย เขาพูดภาษาอังกฤษเก่งมาก คนไทยยังอาย...
ส่วนกัมพูชานี่ไม่ต้องพูดถึง
จะเห็นว่า วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องใกล้ตัวเรามาก เป็นวิชาที่มีความสำคัญตั้งแต่ระดับรากหญ้าจนถึงประเทศชาติ เป็นศาสตร์ที่มีมาตั้งแต่บรรพกาล ผ่านภูมิปัญญา วัฒนธรรม ประเพณีมาช้านาน เป็นรากฐานสำคัญต่อการศึกษาของมนุษย์มาทุกยุคทุกสมัย คนไทยก็เป็นหนึ่งในชาติที่รู้จักใช้วิทยาศาสตร์ ยืดอกไว้ ภูมิใจ ภูมิใจ!
ก่อนจากกัน ขอตบท้ายด้วย You-Know-What ตามระเบียบ แต่คราวนี้ไม่ใช่ You-Know-What ธรรมดา มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ให้เข้ากับเอ็นทรี่วิทยาศาสตร์ของเรา มันคือ...
You-Know-วิทย์?
-
คำว่า "วิทย์" มาจาก "วิทยา" เป็นภาษาสันสกฤต มีความหมายว่า "ความรู้" ทำให้ "วิทยาศาสตร์" มีความหมายว่า "วิชาที่ได้โดยการสังเกตและค้นคว้าแล้วจัดเข้าเป็นระเบียบ"
-
ส่วนในภาษาบาลี ตรงกับคำว่า (เดาถูกแล้ว) "วิชชา" นั่นเอง
-
ส่วนคำว่า "Science" เป็นคำที่มาจากภาษาฝรั่งเศสโบราณ มาจากคำภาษาละติน "Scientia" แปลว่า "ความรู้" ในภาษายุโรปดั้งเดิม "scire" แปลว่า "ตัด, แบ่งแยก, เข้าใจ" ส่วนในภาษากรีก "'επίσταμαι" แปลว่า "ล่วงรู้"
- อักษรฮันกึล (한글) หรืออักษรเกาหลี เป็นอักษรเสียงที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์มากที่สุด
- เช่นเดียวกัน ศาสนาที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์มากที่สุด คือ "พระพุทธศาสนา" เพราะตั้งอยู่ในหลักของเหตุผล ชี้ให้เห็นปัญหา และแนะนำแนวทางวิธีแก้
สุดท้าย ขอบคุณทุกคนที่สละเวลาอันมีค่ามาอ่านเอ็นทรี่นี้
คนที่ตั้งใจอ่านจริง เข้าใจจริง คอมเม้นต์จริง ขอให้สอบวิทยาศาสตร์ได้คะแนนดีๆ กันทุกคนเลยนะคร้าบ!
เรียนรู้เพิ่มเติม http://www.nsm.or.th/nst2009

ขอให้PAT2 คะแนนพุ่ง 5555
ไอ้ควันวงแหวนนั่นพี่ไปงานวิทย์ทีไรเจอทุกทีเลย (จริงๆก็ไม่ได้ไปนานแล้วนะ 4 ปีเห็นจะได้ - -* ครั้งสุดท้ายยังใส่คอซอง) ไม่รู้ว่าควันอะไร รู้แต่ว่าเอามือทุบกล่องแล้วมันออกมาเป็นรูปวงแหวนตามแรงเราอะ เคยไปทุบอยู่ครั้งนึงแต่ออกมาไม่เป้นวงเหมือนในรูปเรพาะแรงน้อยไปหน่อย 555
เดี๋ยวนี้เค้ายังมีการเอาโครงงานนักเรียนไปโชว์อยู่รึเปล่า
พี่จำได้ว่าเคยโดนบังคับไปโชว์ อนาถนัก T^T
เห็นทรานฟอร์เมอร์แล้วอยาากไปดูของจริงบ้าง คิดถึงหุ่นกันดั้มยักญ์ที่ญี่ปุ่นที่เคยดูจากข่าว (แต่ยังไม่ได้ดูทรานฯเลยนะ 55)
แคลคูลัส.. ในความคิดพี่นะ มันคืออศาสตร์ที่สร้างมาเพื่อให้คนสอบตก 55
#1 By HeDw!g on 2009-10-05 22:45